ขิงกับการไหลเวียนเลือด: ประโยชน์ กลไก และงานวิจัยล่าสุด

หน้าแรกประโยชน์ของขิงขิงกับการไหลเวียนเลือด: ประโยชน์ กลไก และงานวิจัยล่าสุด


การไหลเวียนเลือด (blood circulation) เป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ระบบการไหลเวียนเลือด (blood circulation) ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปทั่วร่างกาย เพื่อ...
  1. ขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ 
  2. นำสารอาหารจากทางเดินอาหารไปเลี้ยงเซลล์ 
  3. ขนของเสีย (เช่น คาร์บอนไดออกไซด์) กลับมาขับออก
  4. ส่ง ฮอร์โมน และ เซลล์ภูมิคุ้มกัน ไปยังจุดที่ร่างกายต้องการ
เลือดก็เหมือน "รถส่งของ" ส่วนหัวใจก็เหมือน "ปั๊มน้ำ" ที่ทำหน้าที่สูบเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดเวลา 

ความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงหลายประการ เพราะถ้าการไหลเวียนเลือดไม่ดี → เซลล์ขาดออกซิเจน → อวัยวะทำงานผิดปกติ → เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบแข็ง ภาวะเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอที่ปลายมือปลายเท้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน

สัญญาณที่บอกว่า “การไหลเวียนเลือดอาจไม่ดี”
  • มือเท้าเย็นตลอดเวลา
  • ชา ปวด ปลายมือปลายเท้า
  • เวียนหัว หน้ามืดง่าย
  • ผิวซีดหรือเขียวคล้ำ
  • แผลหายช้า

 อยากให้เลือดไหลเวียนดี ทำยังไง?
  • ขยับร่างกายบ่อย ๆ เดิน ยืดเส้น
  • ดื่มน้ำให้มากพอ
  • กินผักผลไม้ และอาหารที่ช่วยขยายหลอดเลือด เช่น ขิง เป็นต้น
  • ลดเค็ม ลดของทอด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

ความสำคัญของการไหลเวียนเลือดต่อสุขภาพ ส่งผลให้เกิดความสนใจมากเพิ่มขึ้นต่อการใช้สมุนไพรและสารธรรมชาติในการส่งเสริมสุขภาพของระบบการไหลเวียนเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางหลอดเลือด เช่น ความเครียดสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง หรือมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (sedentary lifestyle) และ ขิง (Ginger) เป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ทั้งในอาหารและการแพทย์แผนโบราณมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในระบบอายุรเวทและแพทย์แผนจีน ซึ่งเชื่อว่าขิงช่วยกระตุ้นพลังงาน เพิ่มการไหลเวียนเลือด (blood circulation) และช่วยขับลมในระบบย่อยอาหาร ฯลฯ

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสนใจ ขิง (Ginger) ในแง่ของกลไกการออกฤทธิ์ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการไหลเวียนเลือด (blood circulation) เช่น ฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด การต้านการอักเสบ การต้านอนุมูลอิสระ และผลต่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสุขภาพของหลอดเลือด

ประวัติการใช้ขิงในแพทย์แผนโบราณ
ขิง (Ginger) เป็นสมุนไพรที่คนรู้จักและใช้ประโยชน์กันมานานนับพันปี ทั้งในด้านอาหารและการรักษาโรค ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ขิง (Ginger) ถือเป็นสมุนไพรที่ช่วย “ขับลม ขับความเย็น” และส่งเสริมพลังงานในร่างกาย (หรือที่เรียกว่า “ชี่”) ส่วนในอายุรเวทของอินเดีย ขิงถูกใช้เพื่อกระตุ้นการย่อยอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้ แก้ท้องอืด และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด (blood circulation)

ในประเทศไทย ขิงไทย (Thai Ginger) ก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมาอย่างยาวนาน ใช้ทั้งในรูปแบบเครื่องดื่ม เช่น น้ำขิง และในยาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการหวัด ท้องอืด และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน เลือดลมเดินไม่สะดวก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการหนาวง่าย อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น



3 สารสำคัญในขิงไทย (Thai Ginger)
ขิงไทย (Thai Ginger) ไม่ได้มีดีแค่เผ็ด แต่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ 3 ชนิดที่พบมากและถูกศึกษาอย่างกว้างขวาง ได้แก่
  • จินเจอร์รอล (Gingerol) เป็นสารหลักในขิงสด ให้รสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และยังมีฤทธิ์ต้านอักเสบ (Anti-inflammatory) ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
  • โชกาออล (Shogaol) สารนี้จะเด่นขึ้นเวลาขิง (Ginger) โดนความร้อน เช่น การต้ม คั่ว หรือตากแห้ง เป็นตัวช่วยชั้นดีในการต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบในหลอดเลือด
  • ซิงเจอโรน (Zingerone) สารที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ จินเจอร์รอล gingerol เมื่อขิง (Ginger) ถูกปรุงด้วยความร้อน (พบในน้ำขิงที่ต้มแล้ว) มีงานวิจัยบอกว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้น

บทบาทของ 3 สารสำคัญในขิงไทยที่มีต่อร่างกาย
สาร จินเจอร์รอล (Gingerol), โชกาออล (Shogaol) และ ซิงเจอโรน (Zingerone) มีคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจต่อสุขภาพหลายประการ ซึ่งส่งผลดีต่อการไหลเวียนเลือด ดังนี้
  • ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหลอดเลือดแข็งและโรคหัวใจ
  • ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยปกป้องเซลล์และผนังหลอดเลือดจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือด
  • ขยายหลอดเลือด (Vasodilation) สารบางชนิดในขิง (Ginger) มีผลช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และลดความดันโลหิต
  • ปรับสมดุลระบบเผาผลาญ มีส่วนช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด และลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือด

“Ginger and blood circulation” แม้จะดูเป็นแค่สมุนไพรบ้าน ๆ แต่จากคุณสมบัติเหล่านี้ ขิงไทยนี่แหละคือ “ของดีราคาถูก” ที่มีพลังซ่อนไว้ในสารเล็ก ๆ ที่ร่างกายเรานำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่เพียงแค่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพของการไหลเวียนเลือด และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะยาวได้อีกด้วย



ขิง สมุนไพรธรรมดาที่ช่วยเรื่องเลือดไหลเวียนได้จริง
ขิง (Ginger) ไม่ได้มีดีแค่เรื่องช่วยย่อยหรือแก้ท้องอืด แต่ยังมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อบริโภคอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม ขิงไทยที่เราคุ้นเคยกันก็มีสารออกฤทธิ์สำคัญที่ช่วยดูแลสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจได้อย่างน่าสนใจ โดยประโยชน์หลัก ๆ มีดังนี้

1. ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว
ขิง (Ginger) มีสารที่ช่วยให้หลอดเลือด “ผ่อนคลาย” ลดการหดเกร็ง ทำให้การไหลเวียนเลือดได้สะดวกขึ้น จึงอาจช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ในระยะยาว

2. กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตส่วนปลาย
ในผู้ที่มีอาการมือเท้าเย็น ขิง (Ginger) อาจช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนปลายของร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้รู้สึกอบอุ่นมากขึ้

3. ลดการอักเสบในหลอดเลือด
ขิง (Ginger) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดความเสี่ยงที่หลอดเลือดจะบวม หรือตีบจากกระบวนการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคหัวใจ

4. ต้านอนุมูลอิสระ
สารสำคัญในขิง เช่น gingerol และ shogaol ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันผนังหลอดเลือดจากความเสียหาย ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดี และทำงานได้ตามปกติ

5. เสริมสมดุลของระบบหัวใจและหลอดเลือด
การกินขิงเป็นประจำ (ในรูปแบบอาหารหรือน้ำสมุนไพร) อาจช่วยลดระดับไขมันในเลือด และควบคุมความดันให้สมดุลมากขึ้น



แม้ขิง (Ginger) จะดูเป็นสมุนไพรธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จริง ๆ แล้วในขิง (Ginger) มีสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อ การไหลเวียนเลือดในร่างกายได้หลายด้าน ซึ่งกลไกเหล่านี้แหละที่ทำให้ขิง (Ginger) ถูกมองว่าเป็น "ผู้ช่วยลับ" ของหัวใจและหลอดเลือด มาดูกันว่า ขิง (Ginger) มีผลต่อการไหลเวียนเลือดอย่างไรบ้าง

ช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย (Vasodilation)
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การขยายตัวของหลอดเลือด สารสำคัญในขิง (Ginger) โดยเฉพาะจินเจอร์รอล (Gingerol) และ โชกาออล (Shogaol) มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลดแรงต้านในหลอดเลือด และอาจช่วยลดความดันโลหิตในระยะยาว

งานวิจัยบางชิ้นพบว่าขิง (Ginger) อาจช่วยกระตุ้นการผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide หรือ NO) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เป็นการปลดล็อกให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นแบบธรรมชาติ

ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องหลอดเลือด (Antioxidant Effect)
ผนังหลอดเลือดของคนเราสามารถถูกทำลายจากอนุมูลอิสระได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ มีความเครียด หรือ กินอาหารมันจัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)

สารสำคัญในขิง (Ginger) ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดี มีส่วนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแข็งเร็ว ช่วยให้การไหลเวียนเลือดยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดการอักเสบในหลอดเลือด ((Anti-inflammatory)
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ คือการอักเสบแบบเรื้อรังภายในหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากทั้งพฤติกรรมเสี่ยงและสภาพแวดล้อม

จินเจอร์รอล (Gingerol) และ โชกาออล (Shogaol) สารสำคัญในขิง (Ginger) มีฤทธิ์ช่วยลดสารกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย เช่น TNF-α, IL-6 และ CRP ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้หลอดเลือดบวม ตีบ หรืออุดตันได้ในระยะยาว

ช่วยควบคุมความดันโลหิต
มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า ขิง (Ginger) อาจมีผลในการช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันสูง โดยออกฤทธิ์คล้ายกับยาบางกลุ่ม เช่น ยาขยายหลอดเลือด หรือ ยาต้านแคลเซียม (Calcium Channel Blocker)

แม้ผลลัพธ์จะยังอยู่ในงานวิจัยระดับเบื้องต้นและต้องศึกษาเพิ่มเติมในคนจำนวนมากขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีว่า ซึ่ง 

ขิงไทยจึงไม่ใช่แค่สมุนไพรเพิ่มความเผ็ดในอาหาร แต่ยังอาจเป็น “ตัวช่วยสุขภาพหัวใจ” ที่ใกล้ตัว และเข้าถึงง่ายกว่ายาที่หลายคนคิด และอาจมีบทบาทเป็นตัวช่วยเสริม (ไม่ใช่แทนยา) สำหรับคนที่ต้องการดูแลความดันด้วยวิธีธรรมชาติ



ขิงไทย สมุนไพรบ้าน ๆ ที่ไม่ธรรมดา ช่วยเรื่องเลือดไหลเวียนได้จริง
ถึงแม้ขิง (Ginger) จะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน แต่ขิงไทย (Zingiber officinale Roscoe, พันธุ์ที่ปลูกในไทย) ก็ถูกนำไปศึกษาทางวิทยาศาสตร์ไม่น้อย โดยเฉพาะในด้านการไหลเวียนเลือด และ สุขภาพหัวใจหลอดเลือด 

ขิงไทยมีสารสำคัญอย่าง จินเจอร์รอล (Gingerol), โชกาออล (Shogaol) และ ซิงเจอโรน (Zingerone) เหมือนกับขิงต่างประเทศ แต่ที่น่าสนใจคือ ขิงไทยบางสายพันธุ์มีความเผ็ดร้อนมากกว่า ซึ่งหมายถึงปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เข้มข้นขึ้น ทำให้หลายงานวิจัยเริ่มให้ความสนใจกับขิงไทยในเชิงคลินิกมากขึ้น

งานวิจัยศึกษาผลของน้ำขิงต่อความดันโลหิต
งานวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุไทยที่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำ 4–8 สัปดาห์ พบว่าระดับความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มขิง เป็นไปได้ว่าขิงช่วยผ่อนคลายหลอดเลือดและลดแรงต้านของระบบไหลเวียน

ขิง (Ginger) กับการไหลเวียนเลือดส่วนปลาย
การทดลองเล็ก ๆ ในกลุ่มผู้ที่มีอาการมือเท้าเย็น พบว่าการนวดด้วยน้ำมันขิงหรือต้มขิงสดดื่มเป็นประจำ ช่วยให้อุณหภูมิปลายมือ-เท้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าการไหลเวียนเลือดดีขึ้น

ขิง (Ginger) ลดไขมันในเลือดและป้องกันหลอดเลือดตีบ
งานวิจัยศึกษาในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง พบว่าการกินขิงผงวันละ 1–2 กรัม ต่อเนื่อง 6–12 สัปดาห์ ช่วยลด LDL (ไขมันไม่ดี) และ Triglycerides พร้อมเพิ่ม HDL (ไขมันดี) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ขิงไทย กับสารออกฤทธิ์ที่โดดเด่น
งานวิจัยในไทยระบุว่า ขิงไทยบางสายพันธุ์มีปริมาณ gingerol และ shogaol สูงกว่าขิงทั่วไป ซึ่งหมายความว่าอาจมีศักยภาพมากขึ้นในการนำไปใช้เสริมสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอนาคต

ปริมาณขิงที่แนะนำต่อวันเพื่อสุขภาพหัวใจและระบบการไหลเวียนเลือด
ปริมาณขิง ที่แนะนำต่อวันเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจและระบบการไหลเวียนเลือด ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่บริโภค (เช่น สด, แห้ง, สารสกัด, แคปซูล) และสุขภาพพื้นฐานของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปสามารถใช้ข้อมูลจากงานวิจัยและคำแนะนำเบื้องต้นได้ดังนี้



เคล็ดลับง่าย ๆ น้ำขิงต้มสด 1 แก้ว (ใส่ขิงสดประมาณ 10 กรัม) ดื่มวันละ 1–2 แก้ว ก็เพียงพอสำหรับการดูแลระบบการไหลเวียนเลือด
ที่มา:
[1] ระบบไหลเวียนเลือด-รู้จักการทำงานและโรคที่ควรระวัง
[2] ผลการป้องกันหลอดเลือดของขิง (Zingiber officinale Roscoe) และกลไกโมเลกุลพื้นฐาน
[3] งานทดลองในหลอดเลือดหมูพบว่าขิงช่วยคลายตัวของหลอดเลือด
[4] ขิงช่วยลดความดันเลือดโดยกลไกการยับยั้งช่องแคลเซียม
[5] บทความรีวิวทางคลินิกชี้ว่า ขิงมีผลต่อปัจจัยเสี่ยงทางหลอดเลือด เช่น ไตรกลีเซอไรด์, โคเลสเตอรอล, การอักเสบ ฯลฯ
[6] งานวิจัยล่าสุดในสัตว์ทดลองชิ้นหนึ่งพบว่า ขิงช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดที่ส่วนหน้า 
[7] การส่งเสริมสุขภาพในสตรีสูงอายุชาวไทยพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้การรับประทานขิงเป็นแนวทาง.pdf
[8] ฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเสริมฤทธิ์ของสารสกัดขิงและน้ำมันไพลต่อตัวกลางการอักเสบที่เกิดจากไลโปโพลีแซ็กคาไรด์
[9] การใช้มาตรฐาน ICPC-2 เพื่อระบุวงศ์ขิงของไทยที่น่าสนใจทางเภสัชวิทยา
กลับ
19/01/2569
87
บทความอื่น ๆ ที่คุณอาจสนใจ