งานวิจัย ขิงสุดยอดสมุนไพร ต่อต้านเซลล์มะเร็งระยะยาว

HomeGINGER BENEFITSงานวิจัย ขิงสุดยอดสมุนไพร ต่อต้านเซลล์มะเร็งระยะยาว


เมื่อพูดถึงมะเร็ง เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน เพราะมะเร็ง เป็นโรคที่คุกคามชีวิตมนุษย์ เป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ มะเร็ง เป็นเซลล์ที่มีการเจริญเติบโต มีรูปร่างและคุณสมบัติต่างจากเซลล์ปกติทั่วไป มีโอกาสเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้น เป็นก้อนจนไปเบียดบัง เนื้อที่ของอวัยวะรอบด้าน และสามารถทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง จนแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ โดยผ่านไปตามต่อมน้ำเหลือง และกระแสเลือด

มะเร็ง เป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลรักษายาวนาน และมีผลข้างเคียง ของการรักษาค่อนข้างรุนแรง รวมทั้งสาเหตุที่แท้จริง ของการเกิดมะเร็งนั้น ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ถึงแม้ว่ามะเร็งบางชนิด จะมีเกิดขึ้นทางพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่สาเหตุของการเกิดมะเร็งร้อยละ 80% เกิดจากวิถีการดำเนินชีวิต และสภาพแวดล้อม เช่น พฤติกรรมการบริโภค โภชนาการที่ไม่เหมาะสม สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารพิษ อากาศที่ใช้หายใจ ตำแหน่งที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ รวมทั้งการขาดการออกกำลังกาย พบว่าสาเหตุเหล่านี้ ก่อเกิดของโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นในทุกประเทศ

และ ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับที่ 2 หรือ 3 สลับกับโรคหัวใจในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบันพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ขึ้นเป็นอันดับ 1 จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้มีการศึกษาค้นคว้า ตัวยาและวิธีการใหม่ เพื่อรักษาและป้องกันโรคมะเร็ง และในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การส่งเสริมสุขภาพ และ การป้องกันการเกิดมะเร็ง มีความสำคัญยิ่งกว่าการรักษา ดังนั้นการให้ความรู้ หรือแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภค ด้านการปฏิบัติตัว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เกิดพฤติกรรมด้านสุขภาพที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น การลดอาหารไขมันจากสัตว์ เลือกรับประทานผักผลไม้ อาหาร สมุนไพร ที่ปลอดสารพิษ เพราะว่าผักผลไม้หลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิเดนท์ (antioxidant) [1] และมีสารสำคัญที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้

สมุนไพร ช่วยต้านเซลล์มะเร็งได้จริงหรือไม่?
สมุนไพร เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งสามารถใช้ป้องกัน หรือ ชลอการเกิดมะเร็ง ตลอดจนยับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ ในบทความนี้จะกล่าวถึงพืช ผัก สมุนไพร ที่มีสารที่สามารถต่อต้านหรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งสารดังกล่าวเรียกว่า สารต่อต้านการก่อมะเร็ง (anti -carcinogen) และสารต่อต้านการส่งเสริมมะเร็ง (anti-tumor promoter) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ [2]
  1. สารต้านมะเร็ง แอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) สารป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดนท์หรือต้านฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่มีอยู่ในธรรมชาติในรูปของวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี, แร่ธาตุสังกะสี (Zinc) และเซลีเนียม (Selenium)
  2. สารแอนติออกซิแดนท์ ที่ไม่ใช่วิตามิน ส่วนใหญ่เป็นสารรสฝาดพบในยอดผักและเมล็ดพืช ได้แก่ สารพวกโปลีฟีนอล (polyphenols) เป็นสารในกลุ่มไบโอพลาโอนอย์ (bioflavonoids) ไลโคปีน (lycopenes) แคโรทีนอยด์ (carotenoids) ไอโซฟลาโวน (isoflavone coumarin derivative) เบต้าคาโรตีน เป็นต้น
โดยหลักของ การรักษาโรคมะเร็ง นั้น จะมี 4 อย่างด้วยกัน คือ 
  1. บำรุงสุขภาพ (Health Maintenance) 
  2. รักษาโรค (Disease Cure) 
  3. การคืนสู่สภาพปกติ (Rasayana/Restoraion of Normal Function) 
  4. จิตวิญญาณ (Spiritual Approach) 
โดยหลักการที่สำคัญก็คือ จะต้องหาสาเหตุของการเจ็บป่วยก่อน เป็นเหตุที่ทำให้เกิดการขาดความสมดุล แล้วทำการแก้ไขส่วนขาด และลดส่วนเกิน ซึ่งโดยทั่วไปนั้นจะเป็นส่วนประกอบของสมุนไพรหลาย ๆ ชนิดด้วยกัน ที่ซึ่งจะเข้าไปช่วยในระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไปพร้อม ๆ กัน และยังสามารถบำรุงร่างกายไปได้ด้วย โดยสมุนไพรจะต้องสามารถออกฤทธิ์ให้ได้ดังนี้
  • สามารถระงับการสร้างเส้นเลือดใหม่ได้ (Anti-angiogenesis)
  • สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ (Anti-proliferative)
  • สามารถระงับการอักเสบได้ดี
  • สามารถซ่อมแซม DNA ได้ดี
  • สามารถต้านการออกซิไดซ์ กำจัดอนุมูลอิสระได้ดี
  • สามารถยับยั้งจุดชีพได้
โดยสมุนไพรที่มีผลการทดสอบแล้วพบว่า สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ดีนั้นมีมากมาย วันนี้จะนำมายกตัวอย่าง 10 สมุนไพร ที่หาได้ง่าย ๆ  ได้แก่
 

10 สมุนไพร ที่มีฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็ง
  1. ขิง (Ginger) เป็นพืชที่พรั่งพร้อมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เหง้าของขิงแก่ มีสารเบต้า คาโรทีน ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ขิงจึงเป็นพืชที่รับประทานแล้วช่วยต้านมะเร็งได้
  2. มะตูม (Aegle Mermelos) มีการศึกษาค้นคว้าแล้วพบข้อมูลสำคัญว่า จะสามารถพบสารสำคัญจากผลมะตูมที่่สามารถช่วยยับยั้ง มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer) ได้ด้วย และยังจะมีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งไวรัส และสามารถต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  3. พริกไทย (Black peper) เป็นพืชที่มีสารสำคัญ ชื่อ “ฟีนอลิกส์” (Phenolics) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น antioxidant อย่างดี พริกไทยเป็นพืชที่มีคุณสมบัติด้านสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารได้อย่างดี และยังพบว่าพริกไทยสามารถเร่งให้ตับทำลายสารพิษมากขึ้น
  4. ฟ้าทะลายโจร (Andrographis Paniculata) ในประเทศอินเดียจะใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคไทฟอยด์ ช่วยแก้การอักเสบ  แก้โรคมาลาเรีย ใช้ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนั้นจะมีสารสำคัญ คือ Andrographolide อันมีฤทธิ์ที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดนี่เอง
  5. ใบแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) มีสารสำคัญที่ส่งผลช่วยให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ทำให้สมองตื่นตัว ใช้กับพวกที่มีความจำเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง
  6. ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ในว่านหางจระเข้ จะมีสาร Aloe-Emodin ที่ช่วยเป็นตัวกระตุ้น Macrophage ให้ทำการกำจัดเซลล์มะเร็ง และยังมีสาร Acemannan ที่จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีและนอกเหนือจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถช่วยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ปกติได้ดี ทั้งยังช่วยในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งอย่างดี
  7. เก๋ากี้ (Lycium chinense) ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับ มะเขือ พริก เป็นพืชที่มีจำนวนวิตามินเอ และมีเบต้า-คาโรทีนสูง ซึ่งช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นยังมีสารที่ช่วยในการทำงานของไตและตับ
  8. กะเพรา (Ocimum Sanctum) สมุนไพรไทย ที่นำมาใช้ในทางการแพทย์โบราณอันหลากหลายระบบ ดังเช่น ระบบอายุรเวท สิทธา ยูนานิ กรีก โรมัน เป็นต้น โดยการนำกะเพราไปใช้ ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคผิวหนัง ฯลฯ นั่นเอง รวมถึงการช่วยในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดีเยี่ยม
  9. บอระเพ็ด (Tinospora Cordifolia) มีการค้นพบว่าสารสำคัญ ที่ได้มาจากบอระเพ็ด จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีโดยการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวนั่นเอง และบอระเพ็ดยังสามารถลดขนาดเนื้องอกได้ถึง 58.8% เทียบเท่ากับ Cyclophosphamide [3] เลยทีเดียว
  10. โสมเกาหลี (Ginseng) รากโสม มีสารที่สำคัญคือ จินเซนโนโซด์ (ginsenoside) หรือพาแนกโซไซด์ (panaxoside) ซึ่งสามารถทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจากตับชะงักลงและเซลล์มะเร็งดังกล่าวถูกเปลี่ยน ให้กลับไปเป็นเซลล์ปกติได้นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้มีการสร้าง “interferon” ทั้งนี้ โสมจะมีสารที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่นำมาใช้แตกต่างกัน เปลี่ยนไปตามพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ขิง เป็นสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย สารจินเจอรอล ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติทางยา ที่มีประสิทธิภาพ และ ประโยชน์มากมาย ในขิงยังอุดมไปด้วย ชันน้ำมัน, น้ำมันหอมระเหย, วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ทั้ง วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยจำนวนมาก และยังมีสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยกำจัดฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ขิง ยังจัดว่าเป็น ยาอายุวัฒนะที่หาง่ายที่สุดชนิดหนึ่ง ปัจจุบันยังพบว่าในขิงมีสารต้านมะเร็ง และสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่น 
  1. ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เสียดท้อง อาหารไม่ย่อย ปวดเกร็งช่องท้อง 
  2. แก้คลื่นไส้ อาเจียน 
  3. แก้อาการท้องเสีย 
  4. ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร 
  5. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ รักษาอาการหวัด แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ 
  6. แก้หอบ แก้ลม 
  7. บำรุงธาตุ 
  8. รักษาอาการปวดศีรษะเนื่องจากไมเกรน 
  9. รักษาอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดไขข้อจากโรคข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์
  10. ลดความดัน ขับล้างสารพิษ 
  11. ลดคอเลสเตอรอล ไขมัน ลดน้ำหนัก 
  12. ช่วยลดอาการอักเสบ 
  13. ช่วยป้องกันเลือดอุดตัน
  14. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  15. ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
  16. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
  17. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน
  18. ขิงช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
  19. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  20. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และยังช่วย ไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่น ๆ

ทำไม “ขิง” สามารถต้านเซลล์มะเร็งได้?
สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ขิง จัดเป็นอีกหนึ่งยาอายุวัฒนะ ที่มีฤทธิ์ช่วยป้องกันและต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเลยก็ว่าได้ เพราะในขิงมีสารสำคัญ ที่ช่วยลดอาการและผลข้างเคียงจากสารเคมี ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้ดีตัวหนึ่ง ระหว่างการรักษามะเร็งควรรับประทานขิงด้วย เพราะในขิงมี สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยกำจัด ฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ ขิงสามารถลดความเสี่ยงในระยะยาวของมะเร็งบางชนิดได้ นั่นเป็นช่วยลดการทำงานของเซลล์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง DNA การตายของเซลล์ และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังสามารถช่วยกระตุ้นเนื้องอกให้ไวต่อการรักษา เช่น คีโมและการฉายรังสี แม้ว่าขิงจะรักษาโรคเรื้อรังไม่ได้ทั้งหมด แต่การใช้ขิงร่วมกับเครื่องเทศและอาหารจากพืชอื่น ๆ เป็นประจำสามารถช่วยดีต่อสุขภาพโดยรวมได้

งานวิจัย เกี่ยวกับขิง ต้านเซลล์มะเร็ง [4]
นักวิจัยโรงเรียนแพทย์ มิชิแกน ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ขิงมีสรรพคุณแก้การอักเสบ ช่วยลดการอักเสบในลำไส้ใหญ่ โดยทดลองให้ผู้ใหญ่ที่แข็งแรง 30 คน กินแคปซูลที่บรรจุขิง 2 กรัม เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินนาน 1 เดือน พบว่า เยื่อบุลำไส้ของผู้ที่กินขิงเกิดการอักเสบน้อยกว่า ผู้ที่ไม่กินขิง และด้วยสรรพคุณสำคัญของขิง ในการควบคุมและลดอาการอักเสบนี่เอง ที่เป็นกลไกสำคัญในการระงับการกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้จากรายงานการประชุมของศูนย์การแพทย์มะเร็ง มหาวิทยาลัยมิชิแกน (The University of Michigan Comprehensive Cancer Center) ยังพบว่า ขิงสามารถทำให้เซลล์มะเร็งรังไข่ตายได้ โดยการออกฤทธิ์ 2 รูปแบบ คือ ฆ่าเซลล์แบบที่ให้เซลล์ย่อยสลายตัวเอง กับทำให้เซลล์มะเร็งส่งสัญญาณทำลายตัวเอง

มีการศึกษาเพิ่มเติม ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLoS พบว่าส่วนประกอบเฉพาะในขิงที่เรียกว่า 6-shogaol นั้นเหนือกว่ายารักษามะเร็งทั่วไป เช่น เคมีบำบัด โดยกำหนดเป้าหมายไปที่ต้นเหตุของมะเร็งเต้านม นั่นก็คือ สเต็มเซลล์ของมะเร็งเต้านม
บางครั้งเรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง 'เซลล์แม่' เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งหลายชนิด ไม่ใช่แค่มะเร็งเต้านมเท่านั้น 'เซลล์แม่' เหล่านี้มีหน้าที่สร้าง ‘เซลล์ลูก' ประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นอาณานิคมของเนื้องอก แม้ว่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งจะมีส่วนประกอบเพียง 0.2 ถึง 1% ของเซลล์มะเร็ง แต่ดูเหมือนว่าเซลล์เหล่านี้แทบจะ 'เป็นอมตะ' นั่นหมายความว่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งเหล่านี้สามารถต่ออายุได้เอง พวกมันสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างต่อเนื่อง ทนทานต่อสารเคมีบำบัดทั่วไป และสามารถแยกออกและสร้างอาณานิคมของเนื้องอกใหม่ได้ วิธีเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าร่างกายของคุณปราศจากมะเร็งคือการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งภายในเนื้องอก

มีการศึกษาพบว่าองค์ประกอบในขิง ที่มีกลิ่นฉุน เรียกว่า 6-shogaol มีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง ส่วนประกอบนี้สามารถ ทำให้หน้าได้ดีกว่าการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเคมีบำบัดเสียอีก

นักวิจัยพบว่า 6-shogaol ส่งผลต่อวัฏจักรของเซลล์อย่างมีนัยสำคัญ สามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดก้อนเนื้อของมะเร็งเต้านม และการศึกษานี้ยังพบว่าในการทดสอบการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเคมีบำบัด มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดและเนื้องอกในระดับเดียวกันกับ 6-shogaol แม้ว่าความเข้มข้นของเคมีบำบัดจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังพบว่า 6-shogaol มีประสิทธิภาพในการฆ่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งมากกว่า 10,000 เท่า ทั้งยังหยุดการสร้างเนื้องอก และรักษาเซลล์ที่แข็งแรงให้คงอยู่ได้อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซากาเมโทรโพลิแทนแห่งญี่ปุ่น ยังตั้งข้อสังเกตว่า สารสกัดจากขิงอาจช่วยลดการแพร่กระจายเซลล์ร้าย โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ปกติในร่างกาย ซึ่งทำให้ ขิง กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาขั้นต่อไป เพื่อค้นหาตัวยารักษาโรคมะเร็ง ผลการวิจัยในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า ขิงมีคุณสมบัติต้านมะเร็งจริง แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป รวมทั้งต้องผ่านการทดลอง กับคนจริง ๆ อีกด้วย

ยังพบว่า หากมีการอาเจียนจากยามะเร็งการฉายรังสี สารสกัดขิงด้วยอะซีโตนและ เอทานอลร้อยละ 50 มีฤทธิ์แก้อาเจียนในสุนัขที่ถูกเหนี่ยวนำให้อาเจียนด้วยยาฉีด cisplatin ซึ่งสารสกัดด้วยอะซีโตนจะมีฤทธิ์มากกว่าสารสกัดด้วย เอทานอลร้อยละ 50 ในขณะที่สารสกัดด้วยน้ำไม่มีผล อย่างไรก็ตามสารสกัดทั้งสองมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาต้านอาเจียน granisetron และไม่มีประสิทธิภาพในการต้านอาเจียนที่เกิดจากการกระตุ้นด้วย apomorphine ขิงสามารถต้านการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ได้รับยา compazine ได้

จากงานวิจัย หลาย ๆ งานวิจัยข้างต้น คงทำให้เชื่อถือได้ว่า ขิงมีสรรพคุณในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้จริง เพราะฉะนั้นการการดื่มน้ำขิง ในทุก ๆ วัน ย่อมมีแต่ผลดีตามมาแน่นอน
 

สรรพคุณของน้ำขิง
เนื่องจากมีการวิเคราะห์สารสำคัญใน น้ำขิง ว่ามีสรรพคุณที่ดีจริง เพราะมีสาร จินเจอร์รอล ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีการพัฒนาน้ำขิงเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในภาวะที่ต้องการต้านอนุมูลอิสระมากมาย เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่ทรงพลังของน้ำขิง สรรพคุณช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั่นเอง เพราะภูมิคุ้มกัน (immune) เปรียบเสมือนเกราะป้องกันต้านโรค ซึ่งความจริงแล้วเราอยู่กับเชื้อโรครอบตัวตลอดเวลา ในแต่ละวันอาจสัมผัสกับเชื้อโรคมากมาย แต่ทำไมเราถึงไม่เจ็บป่วย หรือนาน ๆ จะเจ็บป่วยสักที ก็เพราะร่างกายเรามีระบบภูมิคุ้มกันเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันเชื้อโรค ถ้าเกราะป้องกันแข็งแรง เชื้อโรคก็ยากที่จะเข้ามา แต่หากช่วงใดร่างกายอ่อนแอก็จะส่งผลไปที่ระบบภูมิคุ้มกันด้วย เป็นเหตุให้บางครั้งเราก็ป่วยง่ายป่วยบ่อย และเสี่ยงต่อการเป็นโรค ภูมิแพ้ ไวรัส โรคมะเร็ง โรคร้ายแรงต่าง ๆ ที่กำลังก่อตัวลุกลามจนเกิดเจ็บไข้ป่วยขึ้นมาได้
ปัจจุบันนี้คนให้ความสนใจ ดื่มน้ำขิง กันมากขึ้น แม้น้ำขิง จะมีรสเผ็ดร้อน แต่ก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ซึ่งหลายคนนิยมดื่มกันเพราะเชื่อว่า มีคุณสมบัติต้านโรคหลายอย่าง และหลายคนก็ยกให้น้ำขิง เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรแก้วโปรด ของคนรักสุขภาพหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า ควรดื่มน้ำขิงเวลาไหน ถึงจะดีที่สุด ดื่มแล้วได้ประโยชน์ของน้ำขิงมากที่สุด คนที่กำลังจะเริ่มดื่มน้ำขิงควรรู้ และ เลือกดื่มน้ำขิงในช่วงเวลาที่คุณต้องการ 
  • ดื่มน้ำขิงช่วงเช้า หรือ ก่อนอาหารมื้อเช้า คนตื่นเช้ามาก ๆ เหมาะกับช่วงนี้ที่สุด  ควรเลือกดื่มน้ำขิง ช่วงประมาณ ตี 5 - 6 โมงเช้า ชงน้ำขิงอุ่น ๆ ดื่มช่วงเวลานี้ จะช่วยให้ระบบขับถ่ายดี และ กระตุ้นให้ระบบภายในร่างกาย เตรียมพร้อมในการเผาผลาญพลังงาน ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังมื้ออาหารเช้า
  • ดื่มน้ำขิงหลังอาหารมื้อเช้า และ มื้อเที่ยง ช่วงหลังมื้ออาหารมักจะมีอาการ Food Coma (ฟู้ดโคม่า) อาการนี้ไม่ร้ายแรง สาเหตุเกิดจากร่างกายรับคาร์โบไฮเดตร และน้ำตาลจำนวนมาก ทำให้มีอาการง่วงนอน อึดอัดแน่นท้อง หากดื่มน้ำขิง ในช่วงเวลานี้ จะช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการดูดซึมอาหาร เพิ่มพลังการเผาผลาญพลังงานจากอาหาร เพราะหากกระเพาะอาหารทำงานหนักมาก จะมีอาการเสียดท้อง จุกแน่น การดื่มน้ำขิงจึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้อีกด้วย
  • ดื่มน้ำขิง หลังอาหารมื้อเย็น หรือ ก่อนนอน ช่วงอาหารมื้อเย็นไม่ควร ทานอาหารที่หนักมาก เพราะใกล้เวลาเข้านอนจนเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้อาหารย่อยไม่ทัน และเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำขิง หลังอาหารมื้อเย็น หรือ ก่อนนอน  ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยย่อยอาหารแล้ว สารจินเจอร์รอลในน้ำขิง ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดระดับของความเครียด และความอ่อนเพลีย สมองล้า การดื่มน้ำขิงก่อนนอน จึงมีส่วนช่วยให้รู้สึกสดชื่น ช่วยผ่อนคลาย แก้อาการนอนไม่หลับ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้นด้วย  

น้ำขิง ถึงแม้จะสามารถดื่มได้ทุกช่วงเวลา โดยไม่จำเป็นต้องควบคุมปริมาณการดื่ม ว่าต้องดื่มน้ำขิงวันละกี่แก้ว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจหลักพื้นฐานข้อหนึ่งที่ว่า มีข้อดี ก็มีข้อเสีย การเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมกับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล สภาพของภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ก็จำเป็นต้องคำนึงด้วย

ข้อมูลอ้างอิง
[1] แอนติออกซิเดนท์ (antioxidant)
[2] สารที่สามารถต่อต้าน หรือ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
[3] Cyclophosphamide ยากดภูมิคุ้มกัน
[4] งานวิจัย เกี่ยวกับขิง ต้านเซลล์มะเร็ง
[5] น้ำขิง สรรพคุณ งานวิจัยทางการแพทย์
Back
11/12/2023
2,781
Other Sharing